มะขาม ไม้ยืนต้นช่วยท้องระบาย

เมล็ดใช้ถ่ายพยาธิไส้เดือน

 

             มะขามเป็นไม้เขตร้อน มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปแอฟริกาแถบประเทศซูดาน ต่อมามีการนำเข้ามาในประเทศแถบเขตร้อนของเอเชีย และประเทศแถบละตินอเมริกา และในปัจจุบันมีมากในเม็กซิโก ในประเทศไทย มะขามเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดเพชรบูรณ์

 

             ลักษณะของมะขามเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่ แตกกิ่งก้านสาขามากไม่มีหนาม เปลือกต้นขรุขระและหนา สีน้ำตาลอ่อน ใบมีขนาดเล็กออกตามกิ่งก้านใบเป็นคู่ ปลายใบและโคนใบมน ดอกมีขนาดเล็ก กลีบดอกสีเหลืองและมีจุดประสีแดงหรือม่วงแดงอยู่กลางดอก ผลเป็นฝักยาว รูปร่างยาวหรือโค้ง ยาว 3-20 ซม. ฝักอ่อนมีเปลือกสีเขียวอมเทา สีน้ำตาลเกรียม เนื้อในติดกับเปลือก เมื่อแก่ฝักเปลี่ยนเป็นเปลือกแข็งกรอบหักง่าย มีสีน้ำตาล เนื้อในกลายเป็นสีน้ำตาลหุ้มเมล็ด เนื้อมีรสเปรี้ยว และ/หรือหวาน

 

             ส่วนของมะขามที่นำมาใช้ประโยชน์ คือ ส่วนของเนื้อในฝักแก่หรือมะขามเปียก เปลือกต้น และเนื้อในเมล็ด โดยเนื้อในฝักแก่หรือมะขามเปียก 1020 ฝัก (หนักประมาณ 70150 กรัม) จิ้มกับเกลือรับประทาน หรือใส่เกลือเติมน้ำคั้นดื่ม สามารถนำมาเป็นยาระบายแก้อาการท้องผูกได้           

 

             เปลือกต้นทั้งสดและแห้ง ใช้แก้อาการท้องเดิน โดยนำเปลือกต้น 1-2 กำมือ (15-30 กรัม) ต้มกับน้ำปูนใสหรือน้ำรับประทาน หรือนำเมล็ดคั่วกะเทาะเอาเปลือกออก เนื้อในเมล็ดแช่น้ำเกลือจนนุ่ม รับประทานครั้งละ 2030 เมล็ด เหมาะสำหรับถ่ายพยาธิไส้เดือน หากนำไปใช้แก้ไอขับเสมหะ นำเนื้อในฝักแก่หรือมะขามเปียกจิ้มเกลือรับประทาน

 

             นอกจากนี้มะขามยังมีคุณค่าทางโภชนาการอีกมาก โดยยอดอ่อนและฝักอ่อนมีวิตามินเอสูง เนื้อในฝักมะขามที่แก่จัด เรียกว่า มะขามเปียก ประกอบด้วยกรดอินทรีย์หลายตัว เช่น กรดทาร์ททาร์ริค กรดซิตริค เป็นต้น ทำให้ชุ่มคอและลดความร้อนของร่างกายได้ดี แพทย์ไทยเชื่อว่า รสเปรี้ยวของมะขามจะช่วยกัดเสมหะให้ละลายได้ด้วย

 

 

 

 

 

 

ข้อมูลจาก : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

 

 

 

Update : 18-11-51

 

Top