ชุดสิทธิประโยชน์ในระบบบัตรทอง

ลงลึกโรคร้ายเพิ่มกลไกมีส่วนร่วม

      

   

          นับตั้งแต่สังคมไทยมีการปรับปรุงระบบการดูแลรักษาความเจ็บป่วยมาตั้งแต่ปี 2545 ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพ (สปสช.) หรือที่เรียกขานในนามบัตรทอง พบว่าขณะนี้มีประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพกว่า 47 ล้านคน

 

          นายแพทย์วินัย สวัสดิวร เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)กล่าวว่า ระบบหลักประกันสุขภาพโดยที่ผ่านมารัฐบาลในแต่ละสมัยได้จัดงบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามีอัตราเพิ่มขึ้น 224% จากข้อมูลการเงินหน่วยบริการกลุ่มประกันสุขภาพสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขพบว่ามีแนวโน้มเงินสดคงเหลือของรพ.สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ปี 2545-2552 สูงขึ้นเรื่อย ๆ จากปี2545 มีเงินสดคงเหลือ 14,605 ล้านบาท และในปี 2552 มีคงเหลือ42,968 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่หนี้สินของรพ.เหล่านี้ปี 2552 พบประมาณ 16,000 ล้านบาท เมื่อหักลบแล้วยังนับว่าสอดคล้อง ซึ่งข้อมูลตรงนี้สะท้อนว่า การมีระบบหลักประกันสุขภาพไม่ได้ทำให้ รพ. ทั้งระบบเป็นหนี้และประสบภาวะล้มละลาย

 

          เพื่อพัฒนาระบบประกันสุขภาพให้ครอบคลุมบริการทางการแพทย์และบริการการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นในโรคเฉพาะของผู้ป่วยในระบบประกันสุขภาพ อาทิ โรคหลอดเลือดสมอง ก่อให้เกิดความพิการเป็นภาระค่าใช้จ่ายต่อครอบครัว และค่าใช้จ่ายโดยรวมของประเทศ จึงจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที รวมทั้งโรคเบาหวาน เป็นโรคเรื้อรังที่ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพต่ำลงจากภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ นอกจากนี้วัณโรค ที่บรรจุในชุดสิทธิประโยชน์ในการดูแลรักษาอย่างครบวงจรในระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า

 

          คณะกรรมการอนุกรรมการพัฒนาสิทธิประโยชน์และระบบบริการ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้มอบหมายให้สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) และโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP)กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งได้รับการสนับสนุน โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ดำเนินโครงการศึกษาเพื่อพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าโดยทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการขับเคลื่อนทั้งด้านวิชาการและการประสานงานในการจัดทำข้อเสนอสำหรับคณะอนุกรรมการฯ ซึ่งจะนำไปสู่กระบวนการพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์ในโครงการหลักประกันสุขภาพที่ สปสช.ดูแลอยู่ ทั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นใจว่าประชาชนจะเข้าถึงการบริการสุขภาพ ได้รับประโยชน์อย่างถ้วนหน้าและเป็นธรรม

 

          ในขั้นตอนการทำงาน ฝ่ายเลขานุการโครงการศึกษาฯ ได้ทบทวนแนวทางการพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์ที่ใช้อยู่ใน 7 องค์กรในต่างประเทศ อาทิ National Institute for Health and Clinical Excellence (NICE) สหราชอาณาจักร Canadian Agency for Drug and Technologies in Health (CADTH) ประเทศแคนาดาVeteran Administration's Technology Assessment Program (VATAP) ประเทศสหรัฐอเมริกา

 

          องค์ความรู้ที่ได้ ถูกนำมาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของสังคมไทยโดยได้นำไปสู่การเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมในการเสนอและคัดเลือกหัวข้อปัญหา หรือเทคโนโลยีด้านสุขภาพ อันได้แก่ ยา เครื่องมือ อุปกรณ์การแพทย์ ตลอดจนมาตรการด้านสาธารณสุขต่าง ๆ โดยดำเนินการในรูป "คณะทำงาน" ก่อนนำไปเสนอแก่คณะกรรมการอนุกรรมการพัฒนาสิทธิประโยชน์และระบบบริการ ประกอบการตัดสินใจต่อไปในระดับนโยบาย

 

          คณะทำงานดังกล่าว ประกอบด้วยตัวแทนจากกลุ่มผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบสุขภาพ ทั้งหมด 7 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้กำหนดนโยบาย กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์  กลุ่มนักวิชาการ  กลุ่มประชาสังคม กลุ่มผู้ป่วย กลุ่มภาคอุตสาหกรรม และกลุ่มประชาชนทั่วไป

 

          "ก่อนอื่นต้องมองว่าสิ่งที่ สปสช. กำลังผลักดันให้เกิดขึ้นคือกระบวนการทำงานที่ หนึ่ง มีแนวคิดที่ดี มีระบบ ผ่านกระบวนการทางวิชาการเพื่อคัดเลือกหรือกลั่นกรองอะไรก็ตามเข้าไปในชุดสิทธิประโยชน์ สอง ในตัวกระบวนการ เห็นความตั้งใจที่พยายามให้เกิดการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน มองในเรื่องการมีส่วนร่วม ไม่ใช่ว่ามีการตัดสินใจของคนใดคนหนึ่ง"รศ.ดร.จิราพร ลิ้มปานานนท์ นักวิชาการอิสระ และผู้แทนองค์กรภาคเอกชนที่ไม่แสวงหากำไรในคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติให้ความเห็น

 

          เพื่อให้การทำงานของ "คณะทำงาน" เป็นไปด้วยความโปร่งใสจึงมีข้อตกลงร่วมกันเรื่อง การทำงานของตัวแทนจากภาคอุตสาหกรรม(ประกอบไปด้วย สมาคมไทยอุตสาหกรรมผลิตยาแผนปัจจุบัน สมาคมผู้วิจัยและพัฒนาเภสัชภัณฑ์ และสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเครื่องมือแพทย์) ซึ่งถูกมองว่านอกจากจะเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบสุขภาพแล้ว ยังเป็นกลุ่มที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนในเชิงธุรกิจ

          รศ.ดร.จิราพร มีข้อสังเกตว่า สมาชิกจึงต้องมีเวลาเพียงพอในการศึกษาข้อมูลและประเด็นสุขภาพที่จะนำเสนอและพิจารณาคัดเลือกในขณะเดียวกัน กลุ่มผู้ป่วยซึ่งขณะนี้เป็นเพียงการรวมตัวกันเฉพาะกลุ่ม

 

          เครือข่ายโรคที่มีความเข้มแข็ง แต่ยังมีโรคอื่น ๆ ที่มีความสำคัญ แต่ยังไม่ได้เข้ามาอยู่ในคณะทำงาน ตัวแทนกลุ่มผู้ป่วยที่ทำงานอยู่ในขณะนี้ยากที่จะเป็นปากเสียงของกลุ่มผู้ป่วยทั้งหมด

 

          นายบริพัตร์ ดอนมอญ ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย สมาชิกคณะทำงานในฐานะตัวแทนกลุ่มผู้ป่วยเห็นด้วยกับข้อสังเกตของ รศ.ดร.จิราพร ว่าจุดอ่อนของกลุ่มผู้ป่วย ได้แก่การที่มีการรวมตัวเฉพาะในเครือข่ายโรคบางโรคเท่านั้น เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวบรรดาผู้นำของแต่ละเครือข่ายต่างมีความต้องการที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มด้วยการผลักดันให้เกิด "สภาผู้ป่วย" เพื่อเป็นตัวแทนของผู้ป่วยทั้งหมด

 

          "กลุ่มเครือข่ายผู้ป่วยต้องเริ่มก้าวขยับมาอีกขั้นหนึ่ง คือเราพยายามจะก้าวพ้นความเป็นตัวแทนของโรคตนเองให้ได้ หันมาทำเรื่องสุขภาพของผู้ป่วยทั่วไป โดยที่มีหลาย ๆ โรคมารวมกัน ยอมรับว่าอาจทำได้ยาก แต่มองในระยะยาวว่าทำได้ เพราะแต่ละเครือข่ายต่างก็มีช่องทาง ทั้งนี้ก็ต้องอาศัยจังหวะและเวลา"นายบริพัตร์ ระบุอีกก้าวของกลไกในการดูแลระบบสุขภาพของสังคมไทย ที่แม้จะผู้มีสิทธิในระบบประกันสุขภาพแค่ 47 ล้านคน ก็ตามที ด้วยมุ่งหวังให้การใช้เงินภาษีของประชาชนทั้งประเทศสอดคล้องกับความเป็นจริงของระบบการเจ็บป่วย เพราะการเยียวยาโรคภัยต่าง ๆ ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบหลาย ๆ ด้านผสานเข้าไปด้วย

 

 

 

 

 

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

 

 

 

Update: 12-05-53

อัพเดทเนื้อหาโดย: ภราดร เดชสาร

Top