จับตานโยบายสุขภาพ (Health policy watch)

จับตานโยบายสุขภาพ (Health policy watch)

 

สุขภาพและสุขภาวะที่บ้าน: การวิเคราะห์ระดับโลกในเรื่อง ความจำเป็น ความคาดหวัง และลำดับความสำคัญเพื่อเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพที่บ้า

ฉบับนี้ลองอ่านจับตานโยบายสุขภาพที่มาจากผลการวิจัยโดยฝ่ายวิจัยด้านสุขภาพ ของแรนด์ คอร์ปอเรชั่น สหรัฐอเมริกา (RAND Corporation) ซึ่งเป็นสถาบันที่ไม่แสวงหาผลกำไร ทำหน้าที่ช่วยปรับปรุงนโยบายและการตัดสินใจผ่านการวิจัย และการวิเคราะห์ 

 

ในขณะที่โรคไม่ติดต่อคิดเป็นร้อยละ 44 ของภาระโรคในประเทศรายได้ต่ำและปานกลางในปี ค.ศ. 2002    มันได้ถูกประมาณการณ์ไว้ว่า ภายในปี 2030 ตัวเลขนี้จะสูงขึ้นไปแตะที่ร้อยละ 56

 

ภูมิหลัง

อันเนื่องมาจากประเด็นปัญหาที่เป็นแนวโน้มสำคัญของโลก นั่นก็คือโรคเรื้อรังชนิดต่าง ๆ ที่ต้องการการดูแลรักษาในระยะยาวจะเข้ามาแทนที่การติดเชื้อจากโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะเกิดขึ้นในสังคมผู้สูงอายุที่ประชากรโลกกำลังเผชิญหน้าอยู่  ในขณะที่โรคไม่ติดต่อคิดเป็น ร้อยละ 44 ของภาระโรคในประเทศรายได้ต่ำและปานกลางในปี ค.ศ. 2002   มันได้ถูกประมาณการณ์ไว้ว่า ภายในปี 2030 ตัวเลขนี้จะสูงขึ้นไปแตะที่ร้อยละ 56  ดังนั้นมันจึงส่งผลให้เกิดความกังวลที่เพิ่มมากขึ้นต่อความยั่งยืนในระบบให้บริการการดูแลรักษาสุขภาพในปัจจุบัน ซึ่งมีส่วนผสมอยู่สองส่วนนั่นคือ 1) ต้นทุน ที่กำลังพุ่มสูงขึ้นและ 2) คือ การขาดแคลนแรงงานหรือบุคลากรด้านสุขภาพ  ด้วยความกังวลใจเช่นนี้ จึงทำให้เกิดความสนใจในการหาแนวทาง     หลาย ๆ อย่างที่จะช่วยบรรเทาผลกระทบของโรคเรื้อรัง และการขาดความสามารถในเรื่องสุขภาพของประชากร ผลิตภาพทางเศรษฐกิจ และการใช้จ่ายทางด้านการดูแลรักษาสุขภาพ 

 

ด้วยเหตุดังนี้ การปรับเปลี่บยนกระบวนทัศน์ในเรื่องการให้บริการในการดูแลรักษาสุขภาพจึงควรจะเปลี่ยนจากโมเดลที่ผู้ให้บริการเป็นตัวขับหลัก (Provider-driven model) มาเป็น ระบบที่มีผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง (Patient-centric system) ซึ่งมีประโยชน์สองทางก็คือ หนึ่ง ช่วยปรับปรุงสถานะสุขภาพของผู้ป่วย และสองคือ ช่วยให้ผู้ป่วยโรคเรื้อรังใช้ชีวิตได้อย่างกระตือรือร้น กระฉับกระเฉงและอย่างเติมเต็มเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของสังคม 

 

เอกสารงานวิจัยชิ้นนี้พุ่งเป้าไปที่การใช้เทคโนโลยีในการดูแลรักษา และการแก้ปัญหาทางสุขภาพที่บ้าน  ซึ่งเป็นการศึกษาในห้าประเทศ นั่นก็คือ จีน ฝรั่งเศส เยอรมนี สิงคโปร์ และสหรัฐอเมริกา โดยมีองค์ประกอบเงื่อนไขของระบบการดูแลรักษาสุขภาพที่หลากหลายตามภูมิศาสตร์ ประเพณี วัฒนธรรม และการพัฒนาทางเศรษฐกิจ โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์ผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งก็คือเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานรัฐบาล นักวิจัย ผู้ออกกฎระเบียบ ผู้ให้บริการ ผู้ให้ประกัน ผู้ผลิต ผู้แทนจำหน่าย และองค์กรผู้ป่วย จากนั้นจึงทำการวิเคาะห์ข้อมูล 

 

กรณีศึกษาการใช้เทคโนโลยีในการดูแลรักษาสุขภาพที่บ้าน 

ปัจจัยสำคัญก็คือจำนวนที่เพิ่มขึ้นของประชากรผู้สูงอายุ บวกกับความสามารถในการดำรงอยู่ของโรคภัยต่าง ๆ จึงส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยโรคเรื้อรังมีจำนวนมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แนวโน้มนี้เริ่มในเหล่าประเทศพัฒนาแล้ว แต่กำลังเริ่งส่งผลกระทบไปสู่ประเทศกำลังพัฒนาและประเทศเศรษฐกิจกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน  ยกตัวอย่างเช่น ประเทศสิงคโปร์ ได้กลายมาเป็นประเทศที่เข้าสูงสังคมผู้สูงอายุรวดเร็วที่สุดในโลก ส่วนจีน อัตราผู้เสียชีวิตมากถึงร้อยละ 80 มีสาเหตุมาจากโรคเรื้อรังชนิดต่าง ๆ 

 

ความเปลี่ยนแปลงในเรื่องสถิติประชากร และแบบแผนของโรคภัยไข้เจ็บได้รับการคาดการณ์ว่าจะเป็นตัวเร่งการเติบโตของการใช้จ่ายด้านการดูแลรักษาสุขภาพ    ดังนั้นการแก้ปัญหาดังกล่าวจึงมีการเสนอให้ใช้เทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพที่บ้านเข้าช่วย  (Home Health Care technology) คือนอกจากจะช่วยลดต้นทุนในการดูแลรักษาสุขภาพแล้วยังช่วยบรรเทาแรงกดดันในเรื่องการขาดแคลนแรงงานด้านสุขภาพและข้อจำกัดในเรื่องขีดความสามารถอีกด้วย 

 

การเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้ เริ่มในประเทศทางตะวันตกหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา กำลังส่งผลกระทบมายังหลายประเทศในเอเชีย อย่างเช่นที่จีนและสิงคโปร์ ทั้งที่ทางเอเชียมี        ธรรมเนียมปฏิบัติทางวัฒนธรรมที่แข็งแกร่งในเรื่องที่ลูก ๆ ได้รับการคาดหวังให้เลี้ยงดูพ่อแม่ยามแก่เฒ่า แต่รูปแบบดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนไป อีกทั้งทัศนคติของผู้สูงอายุในปัจจุบันได้เปลี่ยนไปด้วย คือ หลาย ๆ คนชอบที่จะมีชีวิตโดยไม่ต้องพึ่งพิงผู้อื่น และยังกระตือรือร้น กระฉับกระเฉงอยู่  ทั้งที่บ้าน ชุมชน ผนวกกับการมีเทคโนโลยีหรือเครื่องมือช่วยเหลือให้อยู่นานขึ้นเท่าที่เป็นไปได้ 

สำหรับอุปสรรคในการนำเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพที่บ้านไปใช้

1. ระดับผู้กำหนดนโยบาย ส่วนใหญ่ในระดับผู้กำหนดนโยบายและผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำปรึกษาในเรื่องนี้ ได้แสดงท่าทีให้ความสนใจอย่างมาก เพราะมีแรงขับสำคัญก็คือความหวังที่จะให้ความก้าวของเทคโนโลยีในด้านนี้เข้ามาช่วยทำงานหรือทดแทนบุคลากร/แรงงานด้านสุขภาพที่ขาดแคลน 

 

2. ระดับผู้ป่วย สำหรับตัวคนไข้และผู้ดูแลยังมีความรู้ด้านเทคโนโลยีที่ไม่เพียงพอ อีกทั้งราคาของเครื่องมือต่าง ๆ เหล่านี้ ยังมีราคาสูงอยู่ ผนวกกับปัจจัยทางวัฒนธรรม ที่ทำให้ผู้ป่วยยังไม่เต็มใจนำไปใช้ เช่น ความกลัวในเรื่องตราบาป ความกลัวในเรื่องที่จะสูญเสียความสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์คนอื่น และข้อมูลส่วนบุคคล  

 

3. ผู้ให้บริการ ยังกังวลใจในเรื่องที่ว่า เครื่องมือนั้น ๆ ผ่านการอนุมัติอย่างถูกต้องหรือไม่ แน่นอนว่าในระดับของผู้ผลิตบอกว่าใช้ได้ แต่ในระดับการทดลองทางการแพทย์ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอ อีกทั้งยังขาดการบูรณาการเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพที่บ้านเหล่านี้เข้าสู่ระบบให้บริการในปัจจุบัน 

 

4. ผู้ให้ประกันและผู้จ่ายค่าประกัน ที่จีนกับสิงคโปร์ โดยทั่วไปแล้ว ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลรักษาสุขภาพที่บ้านยังไม่ได้รับการรวมเข้าไว้ในแผนประกัน ส่วนประเทศทางตะวันตก ผลิตภัณฑ์ที่มีเทคโนโลยีก้าวหน้าล้ำสมัยยังไม่ได้รับการประกัน เช่นเครื่องมือที่เรียกว่า Remote monitoring หรือ Telemedicine solutions 

 

5. ผู้วางกฎระเบียบ/ควบคุม ความกังวลในเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ก้าวหน้ามาก ๆ  เพราะเครื่องมือเหล่านี้สามารถตกอยู่ภายใต้ขอบเขตอำนาจการตัดสินใจของหลาย ๆ คน และยังถูกมองด้วยว่าเครื่องมือเหล่านี้กำลังสร้างอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดและยังเพิ่มต้นทุนแก่ผู้บริโภคอีกด้วย 

 

ทางเลือกต่างๆ ในการกำจัดอุปสรรค

จากผลการวิเคราะห์ การนำเทคโนโลยีการดูแลรักษาสุขภาพที่บ้านไปใช้ ต้องการความพยายามร่วมกันจากหลายฝ่าย คือทั้งจาก

 

- นักกำหนดนโยบาย โดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่ต้องเป็นผู้มีบทบาทนำหลัก เพื่อสร้างวิสัยทัศน์ในเรื่องบทบาทของการดูแลรักษาสุขภาพที่บ้านให้กับสังคมวงกว้าง และการขับเคลื่อนวาระไปสู่ขั้นของการลงมือปฏิบัติจริง 

 

- อุตสาหกรรมที่ผลิตเครื่องมือเหล่านี้ ต้องสร้างเครื่องมือที่ตรงกับความจำเป็นต้องการของผู้ใช้ และต้องมีบริการสนับสนุนตลอดอายุการใช้งาน 

 

- ผู้ให้บริการ ต้องเปลี่ยนทัศนคติแบบคุณพ่อรู้ดี มาเป็นภาคีหุ้นส่วนกับผู้ป่วย 

 

บทสรุป

ผู้มีส่วนได้เสียหลาย ๆ ฝ่ายต่างก็เห็นด้วยกับการนำเครื่องมือเหล่านี้มาใช้กับผู้ป่วยซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมีความรู้สึกว่าได้รับผิดชอบตนเอง  อย่างไรก็ดี ยังต้องการความร่วมมือร่วมไม้จาก     หลาย ๆ ฝ่ายเพื่อที่จะปรับให้มีทรรศนะเชิงบูรณาการมากขึ้น เพื่อการเข้าสู่กระบวนทัศน์ใหม่ที่เรียกว่าเป็นการพุ่งเป้าไปสู่ การจัดให้เกิดการดูแลรักษาที่มีผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง (Patient-centric care) 

 

อย่างไรก็ดี จากการศึกษาพบว่า ควรนำเอาความแตกต่าง ในการให้บริการด้านการดูแลรักษาสุขภาพในแต่ละประเทศมาพิจารณาด้วย บวกกับบริบททางด้านวัฒนธรรม สังคม และเศรษฐกิจ  นอกจากนี้ควรมีความแตกต่างของการให้บริการด้วย เช่น ชนิดของเครื่องมือไหนที่ใช้แล้วผู้ป่วยได้ประโยชน์มากที่สุด และเครื่องมือชนิดไหนควรจะถูกจัดหามาร่วมใช้ด้วย เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อผลลัพธ์ทางสุขภาพสูงสุด และการมีประสิทธิภาพมากที่สุด

 

ถึงแม้จะไม่เกี่ยวกับงานที่ สสส. ดำเนินการโดยตรง แต่หากพิจารณาให้ดีจะเห็นได้ว่าก่อนที่ประเทศไทยจะลงทุนทุ่มงบประมาณไปซื้อเครื่องมือทันสมัยเหล่านี้ เพื่อรักษาโรคเรื้อรังให้กับบุคคลที่อยู่ในสถานะผู้ป่วย  กิจกรรม โครงการ หรือโปรแกรมการสร้างเสริมสุขภาพที่เป็นแนวทางป้องกัน จึงเป็นหนทางที่คุ้มค่าในระยะยาวมากกว่า และยั่งยืนมากกว่า 



ที่มา:สำนักต่างประเทศ สสส. 

 
เอกสารฉบับเต็ม สามารถดาวน์โหลดได้ที่
Top